Home ICONICS (SCADA)
SCADA กับพลังงานสะอาด PDF Print E-mail
Wednesday, 04 August 2010 16:57

ประเทศไทยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 9 โรง ภายในระยะเวลาอีก 9 - 20 ปีข้างหน้า โดยอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย และได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว (พีดีพี 2010) ของ กฟผ. ซึ่งแต่ละโรงมีกำลังการผลิต 800 MW ซึ่งเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าปัจจุบันเฉพาะเหมืองแม่เมาะที่เดียวมีกำลังการผลิตประมาณ 2400 MW นั่นคือโรงไฟฟ้าที่จะสร้างอีก 9 โรงมีกำลังการผลิตรวมกันเป็น 3 เท่าของเหมืองแม่เมาะ ในขณะเดียวกันภาคประชาสังคมต่างมีความเป็นห่วงต่อผลกระทบด้านมลภาวะและสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้น

 

ในขณะเดียวกันพลังงานทางเลือกเช่นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนในเวทีโลกมากขึ้นจากปัญหาภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อทั่วโลก ในประเทศไทยก็มีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเป็นโรงไฟฟ้าของเอกชนไทยที่คือบริษัท Solar Power ตั้งอยู่ ณ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา มีกำลังการผลิต 6 MW ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทยส่วนใหญ่มีกำลังการผลิตไม่มากนักเนื่องจากแรงลมไม่มากเท่ากับต่างประเทศ ซึ่งความเร็วลมที่ต้องการอยู่ที่ 3.5 เมตร/วินาที แต่ในประเทศไทยความเร็วลมเฉลี่ยอยู่ที่ 3.3 เมตร/วินาที ต่างกับในต่างประเทศเช่นประเทศเดนมาร์กซึ่งมีความเร็วลมสูง และสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่มีกำลังการผลิตรวมสูงกว่า 2,500 MW และเป็นประเทศที่มีการส่งออกเทคโนโลยีกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานลมมากที่สุดในโลก และมีแผนผลิตไฟฟ้าจากลมให้ได้ถึง 5,000MW ในปีนี้ (ค.ศ. 2010)

ดังนั้นในบทความนี้จึงขอกล่าวถึงพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าพลังงานสะอาดแบบอื่น

 

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับ SCADA


ใน Solar Farm นั้นตัว Inverter จะแปลงไฟฟ้ากระแสตรงที่รับจากแบตเตอรี่ออกมาเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อสามารถส่งให้แก่การไฟฟ้าได้ ที่ Inverter จะมี Communication module ที่ส่งสัญญาณให้แก่ Software SCADA ได้ เช่น Modbus Communication Module ผ่านสายสัญญาณการเชื่อมต่อแบบ RS485 หรือ Ethernet ดังตัวอย่างรูปที่ 1

 

image

รูปที่ 1

จากรูปที่ 1 Inverter ขนาดกำลังการผลิตต่าง ๆ ส่งข้อมูลมาตามสายสัญญาณ RS485 หรือ Ethernet ก่อนจะถูกแปลงสัญญาณด้วย Media Converter (หรือ Repeater กรณี Ethernet ที่มีระยะทางไกล) เพื่อส่งสัญญาณไปยัง OPC Server ซึ่งเป็นตัวกลางรับส่งข้อมูลจาก Inverter ให้แก่ OPC Client โหนดต่าง ๆ ต่อไป หลักการนี้ใช้กับโรงไฟฟ้าพลังงานลมเช่นเดียวกัน

ในกรณีที่มีโรงไฟฟ้าจำนวนมากในพื้นที่ต่าง ๆ ที่แต่ละแห่งอยู่ห่างไกลกันและต้องการรวมศูนย์การแสดงผลมาที่ SCADA ที่อยู่ส่วนกลางก็สามารถทำได้ โดยสิ่งที่สำคัญคือช่องทางในการส่งสัญญาณมายัง SCADA Software (OPC Server, OPC Client) ช่องทางนั้นก็คือ Internet ผ่าน ADSL, GPRS, CDMA เป็นต้น โดยมีการสร้าง Virtual Personal Network (VPN) ไว้เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูล โดยมีความประหยัดด้านต้นทุนมากกว่า Leased Line ที่เสียค่าเช่าค่อนข้างแพง

 

ประโยชน์ของระบบ SCADA ที่มีต่อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์/พลังงานลม

1. สามารถเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต

เนื่องจากสามารถตรวจสอบสถานะการทำงาน สถานะการผลิต และสามารถระบุจุดเกิดเหตุได้อย่างทั่วถึง และแจ้งให้พนักงานในพื้นที่ทราบได้ทันท่วงที ทำให้สามารถลดดาวน์ไทม์ลงได้ นอกจากนั้นยังสามารถทำการตรวจสอบในลักษณะ Prevent Maintenance ได้ เช่น สามารถแจ้งเตือนได้ว่าอุปกรณ์ใดถึงเวลาต้องทำการซ่อมบำรุงตามระยะเวลาที่อุปกรณ์นั้นทำงานจริง แทนที่จะเป็นตามตารางเวลา การตรวจสอบชั่วโมงการทำงานของอุปกรณ์สามารถให้ SCADA คำนวนจาก Time Stamp ที่บันทึกไว้เมื่ออุปกรณ์มีการทำงานจริง เป็นต้น

2. ทราบปริมาณการผลิตจริง/ข้อมูลสำหรับผู้บริหารมีความแม่นยำ

เราสามารถใช้ SCADA คำนวนปริมาณการผลิตแบบ Real time ได้ โดยการทำ Totalizer ข้อมูลที่รับมาจาก Inverter ต่าง ๆ ใน Solar Farm ทำให้สามารถคำนวนปริมาณการผลิต และมูลค่าจริงเป็นจำนวนเงินที่โรงไฟฟ้าจะได้รับแบบ Real time เทียบกับระยะเวลาที่ดำเนินการผลิตไป ผู้บริหารสามารถรับทราบข้อมูลแท้จริงและวางแผนการธุรกิจได้จากข้อมูลที่แม่นยำ

3. ลดต้นทุนด้านการดำเนินงาน/บริหารงาน

การตรวจสอบการทำงานของระบบ SCADA เช่นการแสดงผลแบบ Real time การแจ้งเตือน ระบบรายงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยลดภาระและขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนด้านการดำเนินงานลดลงไปด้วย เช่น ค่าเดินทางเพื่อตรวจสอบระบบ ค่าจ้างพนักงานสำหรับบริหารงานเอกสารต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายด้านโทรศัพท์เพื่อสอบถาม/แจ้งผลข้อมูลก็สามารถลดได้เนื่องจากข้อมูลสามารถนำมาแสดงผ่านเครือข่าย Internet ไปยังสาขาต่าง ๆ แทนได้แบบ Real time ทำให้องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบข้อมูลจริงที่มีจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน ลดความผิดพลาดด้านการประมวลผลข้อมูลและการทำงานที่ซ้ำซ้อนลงได้

4. สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

ระบบการทำงานที่แม่นยำ รดเร็ว และส่งข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้

5. การต่อขยายระบบทำได้ง่าย

ระบบ SCADA แบบมาตรฐานที่สนับสนุนเทคโนโลยีแบบ Open เช่น OPC technology จะมีความง่ายต่อการต่อขยายระบบเพื่อเชื่มโยงข้อมูลแบบโครงข่าย ทั้งการขยาย Server Node และ Client Node

 

เกี่ยวกับ GENESIS32 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

Solar Power เป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในเอเชีย รวมทั้งให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และให้บริการระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนาน ได้เลือกใช้ GENESIS32 เป็นระบบ SCADA สำหรับตรวจสอบและควบคุมระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการและเทคโนโลยี และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าให้สัมภาษณ์ว่า GENESIS32 เป็นเครื่องมือที่ User friendly ใช้งานง่าย ทั้งนี้ EDA International Ltd. ได้ให้ข้อมูลและการสนับสนุนทางเทคนิคแก่ Solar Power อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทีมงานของ Solar Power สามารถสร้างระบบ SCADA ได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งทีมงานสร้างของ Solar Power เป็นทีมงานที่มีความสามารถในการสร้างระบบ SCADA ได้เองแม้จะเพิ่งเริ่มศึกษาระบบ SCADA ภายในระยะเวลาเพียง 1 อาทิตย์

Solar Power ใช้ GENESIS32 ในการแสดงผลและควบคุมแบบ Client - Server ผ่านเครือข่ายทั้งแบบ Local และ Long Distance Network ซึ่งด้วยความสามารถของ GenBroker ทำให้การสื่อสารระหว่าง SCADA Client กับ OPC Server ผ่านเครือข่ายระยะไกลมีประสิทธิภาพและความรวดเร็ว

ทั้งนี้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 6 MW(ขณะนี้เพิ่มเป็น8MW) ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท Solar Power สามารถตรวจสอบได้ที่ www.solarpower.co.th

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

 

 

Last Updated ( Monday, 02 May 2016 10:20 )
 

สิ่งที่น่าสนใจ

LED Tower จาก M-System คุณภาพสูง ทน ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเข้าสาย 
IT60 Series
Component Identification